ภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียงเป็นเวลานานมีอะไรบ้าง?

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มักจะช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนอยู่กับที่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน และไม่ได้ขยับตัวเลย ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ซึ่งจะซ้ำเติมโรคที่เป็นอยู่ก่อนแล้วแย่ลงไปอีก

ภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียงเป็นเวลานานมีอะไรบ้าง?

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

  1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ลดลงวันละ 1-3% ต่อวัน
  2. มีปัญหาข้อติด ซึ่งเกิดได้ทุกข้อ เนื่องจากอยู่ในท่าเดิมนานๆ และไม่ได้ขยับตัว เช่น
    • ข้อไหล่ติด ไม่สามารถยกขึ้นแนบหูได้
    • ข้อศอกติดในท่างอ ทำให้ไม่สามารถเหยียดข้อศอกได้ทุกข้อ
    • ข้อมือติดในท่ากระดกลง
    • นิ้วมือกำแน่น ไม่สามารถกางออกได้
    • ข้อสะโพกและข้อเข่าติดในท่างอ
    • ข้อเท้าติดในท่าจิกลง

    ซึ่งการติดของข้อต่าง ๆ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ เช่น การติดของข้อไหล่ทำให้ไม่สามารถเอื้อมมือหยิบของได้ การติดของข้อศอกทำให้มีปัญหาการใส่เสื้อผ้า การติดของข้อนิ้วมือทำให้หยิบจับไม่สะดวก การติดของข้อสะโพก ข้อเข่าและข้อเท้า ทำให้เป็นอุปสรรครต่อการเดินในอนาคต เนื่องจากขาสั้นยาวไม่เท่ากัน และการเดินมีการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าคนปกติ

  3. มือและเท้าบวม เนื่องจากมือและเท้าไม่ได้ขยับ และอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ
  4. เกิดแผลกดทับตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะจุดที่เป็นส่วนนูนของกระดูก เช่น บริเวณของปุ่มบริเวณศีรษะด้านหลัง สะบัก ก้นกบ กระดูกสะโพก กระดูกตาตุ่มด้านนอก เป็นต้น สาเหตุที่มักเกิดตรงบริเวณปุ่มกระดูกเพราะขาดเลือดมาเลี้ยงตรงผิวหนังและเนื้อเยื่อตรงบริเวณนั้น จากการนอนทับเป็นเวลานาน ๆ
  5. เกิดภาวะกระดูกบาง โดยเฉพาะข้อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อสะโพกและข้อเข่า

ระบบหัวใจและหลอดเลือด
พบว่าในผู้ป่วยที่นอนนาน อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักจะเต้นเร็วกว่าคนปกติ และหัวใจสูบฉีดเลือดต่อครั้งได้น้อยกว่าคนปกติ ร่วมกับมีภาวะหน้ามืด เป็นลมได้ง่าย เมื่อลุกนั่งในทันที

ระบบหายใจ
พบว่าท่านอน การหายใจต่อครั้งจะได้อากาศน้อยกว่าท่านั่ง เพราะมีลำไส้มาดันกระบังลม ทำให้กระบังลมทำงานได้น้อยกว่าปกติ ผู้ป่วยไอไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ และการนอนอยู่นิ่ง ๆ ทำให้มีการตกค้างของเสมหะในแขนงของหลอดลม ซึ่งภาวะดังกล่าวทำให้เกิดภาวะปอดบวมติดเชื้อ และปอดแฟบได้ง่าย

ระบบประสามสัมผัสและอารมณ์
มีการศึกษาพบว่า การมองเห็นจะลดลง มีภาวะหูตึงมากขึ้น และมีอารมณ์แปรปรวนง่าย เช่น วิตกกังวลหรือซึมเศร้า เป็นต้น

มีวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง?
จากข้างต้นจะเห็นว่าการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจะได้ผลดีกว่ามาแก้ปัญหาเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ซึ่งการป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือในการทำงานและประสานงานของฝ่ายต่าง ๆ ได้แก่ แพทย์เจ้าของไข้ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เป็นต้น
โดยในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการดูแลโดยรวม ดังนี้

  1. การจัดท่าของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยให้ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ ลำตัว ข้อสะโพก ข้อเข่าและข้อเท้า ให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม
  2. การพลิกตะแคงตัว เพื่อป้องกันแผลกดทับและข้อติดถ้าผู้ป่วยรู้ตัว และสามารถพลิกตะแคงตัวได้ ให้พยายามตะแคงตัวบ่อย ๆ ทุก 30 นาที ยกเว้นช่วงที่นอนหลับในกรณีที่ไม่รู้สึกตัว ควรพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนท่าสลับกันไป ตั้งแต่ตะแคงซ้าย นอนหงาย ตะแคงขวา นอนคว่ำ (ถ้าทำได้) โดยญาติ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด
  3. การจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งบ่อย ๆ โดยการไขหัวเตียง โดยเริ่มให้หัวเตียงสูงครั้งละ 15-30 องศา ถ้าผู้ป่วยสามารถบอกและสื่อสารได้ ถ้าไม่มีอาการมึนศีรษะให้ปรับขึ้นได้อีก จนสามารถนั่งได้ตรง 90 องศา แต่ถ้ามีอาการมึนศีรษะให้ปรับลงจนไม่มึนศีรษะ แล้วรอ 15-20 นาที จึงค่อย ๆ ปรับขึ้นใหม่
  4. การบริหารข้อต่าง ๆ ถ้าผู้ป่วยสามารถทำได้เอง ให้หมั่นยกข้อไหล่ให้แนบติดหู งอและเหยียดข้อศอกจนสุดมุม กระดกข้อมือขึ้นลง กำมือและแบมือจนสุด งอและเหยียดข้อสะโพกจนสุด กางและหุบข้อสะโพกจนสุด งอและเหยียดข้อเข่าจนสุด กระดกข้อเท้าขึ้นลงจนสุด งอและเหยียดนิ้วเท้าจนสุดแต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ให้พยายามให้ทำมากที่สุด ที่เหลือให้ญาติ พยาบาล หรือนักกายภาพบำบัดช่วยทำต่อ โดยทำข้อละ 3-5 ครั้ง วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น
  5.  ฝึกหายใจแบบใช้กระบังลม และฝึกหายใจเข้าเต็มที่
  6. ในรายที่สามารถนั่งได้ ให้พยายามนั่งข้างเตียงบ่อย ๆ โดยมีญาติคอยดูแล
  7. ในรายที่อาการดีขึ้นและไม่มีสายทางการแพทย์ และปลอดสามารถลงมาฝึกทำกายภาพบำบัดที่ชั้นล่างตึกกระดูกและข้อได้ จะได้ประโยชน์มาก เพราะมีความพร้อมของเครื่องมือมากกว่าบนหอผู้ป่วย
รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

ภัยเงียบ โรคไตวาย ต้องไม่ทำสิ่งต่อไปนี้ เพื่อลดความเสี่ยง

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

รคไตวายถือว่าเป็น มหันตภัยเงียบของคนยุคใหม่ ถึงแม้ว่ามันจะป่วย แต่คุณก็ไม่ทราบและรับรู้ได้ เรามักได้เห็นจากข่าวอยู่บ่อยครั้ง บางคนมีอาการเบื่ออาหาร มีอาการเหนื่อยล้าไม่มีแรง และหลังจากไปพบแพทย์จึงทราบว่าเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่ก็ง่ายที่จะได้รับความเสียหาย ในการใช้ชีวิตประจำวันมีสิ่งไหนที่ทำลายไต? ไปดูอันดับที่จะส่งผลเสียต่อไตกันเถอะ คุณมีนิสัยพวกนี้อยู่รึปล่าว ?

1:อดหลับอดนอน
is-adhd-a-sleep-disorder-Custom
การนอนหลับดึกส่งผลให้ทำลายตับและไต แต่หากต้องนอนดึกก็ไม่ควรนอนหลัง 5 ทุ่ม แต่ในยุคปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่ายากจริงๆ

2:ซื้อยากินยาเอง
medicine
ยาบางชนิดอาจทำลายไตอย่างรุนแรง เช่นยาบรรเทาอาการปวด ไอบูโปรเฟน

3:ผลิตภัณต์เสริมอาหาร

Assortment of vitamin pills

ผลิตภัณต์เสริมอาหารบางประเภทเช่น ผงโปรตีน ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากเกิน ส่งผลให้ไตทำงานหนักส่งผลเสียต่อสุขภาพ

4:ทำงานหนักและเหนื่อยเกินไป
work_hard_over_woodysay.com
งานที่ต้องใช้แรงมากในการทำงานทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า และส่งผลให้ระบบไตมีปัญหา หากเครียดมากๆไม่ว่าจะเป็นเพราะจากงานหรือชีวิตประจำวัน ไม่ได้ผ่อนคลายจึงง่ายที่จะไปทำลายไต

5:ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณที่มาก
Drinking_large_amounts_of_alcohol_woodysay.com
หากดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและปริมาณที่มากมันคือการทำลายไตของเรานั้นเอง

6:ออกกำลังอย่างหักโหม

Man lifting up dumbbell

Man lifting up dumbbell

ปกติมักยุ่งกับงาน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่จู่ๆ ออกกำลังกายอย่างหักโหม การกระทำเช่นนี้ส่งผลเสียต่อไต และที่ร้ายแรงคืออาจส่งผลให้เป็นโรคไตวายเฉียบพลัน

7:กินเค็มมากและมันมาก
Eating_too_much_salt_and_many_fat_woodysay.com
อาหารที่มีไขมันสูง หรือมีแคลอรี่สูงมากเกินไป หรืออาหารที่มีรสเค็ม มัน และหวานมากๆ การที่รับประทานอาหารเหล่านี้มากๆเป็นการเพิ่มภาระให้กับไตต้องทำงานหนัก

8:กินอาหารทะเลพร้อมดื่มเบียร์
seafood_with_beer_woodysay.com
อาหารทะเลมีสารพิวรีน และสารนิวคลีโอไทด์ ซึ่งไม่ควรกินอาหารทะเลพร้อมกับดื่มเบียร์ เพราะเบียร์จะไปควบคุมการขับกรดยูริก ส่งผลให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเกาต์และอาจเกิดอาการปวดที่ไต หรือไขข้ออักเสบ

9:ดื่มชาเข้มข้นประจำ

Safflower

Safflower

ถึงแม้ว่าใบชาจะมีสารคาเฟอีน แต่ก็มีผลน้อยสำหรับการดื่มชาเพื่อกระตุ้นให้ตาสว่าง หากดื่มชาในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลให้เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ และร่างกายมีสารคาเฟอีนที่มากทำให้ไตต้องทำงานหนัก อาจก่อให้เกิดโรคนิ่วในไตได้อีกด้วย

10:มีความกดดัน หรืออารมณ์หงุดหงิด
Pressure_or_irritable_mood_woodysay.com
ในยุคปัจจุบันคนทำงานมักต้องพบเจอกับแรงกดดันมากมาย 「ฉันเหนื่อย 」「ฉันรู้สึกกดดัน」 อารมณ์เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียกับไตของเรา

การใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะนอนหลับดึก ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นหันมาใส่ใจการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเอง และควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพกันนะครับ

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn