กระดูกหักเมื่อไรจะหาย

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

1217237337

ตามธรรมชาติเมื่อมีกระดูกหัก ร่างกายจะซ่อมแซมกระดูกที่หักนั้นให้กลับมาติดกันเหมือนเดิม แพทย์เป็นเพียง ผู้ที่จัดให้กระดูกกลับเข้ามาอยู่ในแนวที่ดีเท่านั้น เพื่อที่เมื่อกระดูกติดสนิทแล้วอวัยวะนั้นจะกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งการจัดกระดูกนี้อาจจะทำได้ทั้งวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด (ใส่เฝือก) และวิธีผ่าตัด (ใส่เหล็กดามกระดูก)

ระยะเวลาตั้งแต่กระดูกหักจนกระดูกติดสนิท ประมาณ 4 – 6 เดือน ซึ่ง กระดูกจะติดดีหรือไม่ดี ติดเร็วหรือติดช้านั้น จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย เช่น

• ถ้าอายุน้อยกระดูกจะติดดีและเร็ว ผู้สูงอายุกระดูกก็จะติดช้า

• กระดูกที่หักเคลื่อนที่ไม่มากก็จะติดดีกว่ากระดูกที่หักแล้วเคลื่อนที่มาก

• กระดูกหักหลายชิ้น ก็จะติดช้า

• ถ้ามีการติดเชื้อของกระดูก ก็จะติดช้า

• กระดูกที่แตกเข้าในข้อ ก็จะติดช้า

• ถ้าไม่ทำกายภาพบำบัด ไม่ออกกำลังของกล้ามเนื้อ กระดูกก็จะติดช้า

• การรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง ก็จะช่วยให้กระดูกติดเร็วขึ้น

ระยะเวลาของการซ่อมแซมกระดูก ตั้งแต่กระดูกหักจนหายสนิท สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว แบ่งเป็น

ระยะที่ 1. กระดูกเริ่มติด ใช้เวลาประมาณ 4 – 6 อาทิตย์

ในช่วง 2 อาทิตย์แรกหลังกระดูกหัก จะมีอาการปวดบริเวณที่กระดูกหักมาก

พอถึงอาทิตย์ที่ 3-4 อาการปวดจะลดลง แต่เมื่อเอ๊กซเรย์จะเห็นรอยกระดูกหักอยู่ ซึ่งแสดงว่ากระดูกนั้นยังไม่ติดสนิทดี

ดังนั้นจะต้องทำกายภาพบำบัดและระมัดระวังในการใช้อวัยวะที่กระดูกหัก อย่าใช้งานมากนัก เช่น หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เดินโดยใช้ไม้เท้า เป็นต้น เพราะกระดูกที่ยังติดไม่สนิท จะรับแรงของกล้ามเนื้อหรือรับน้ำหนักตัวได้ไม่มาก ถ้าลงน้ำหนัก หรือ ใช้แรงมากเกินไป กระดูกก็อาจหักซ้ำได้ ถึงแม้ว่าจะใส่เหล็กดามกระดูกไว้เหล็กก็อาจจะหักหรือถอนออกได้

ในระยะ 4 – 6 อาทิตย์นี้มีผู้ป่วยบางคนคิดว่าหายแล้ว เพราะไม่มีอาการปวด เลยไม่ไปตรวจตามที่แพทย์นัด และใช้แรงเต็มที่หรือลงน้ำหนักเต็มที่ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็จะทำได้แต่เมื่อผ่านไปช่วงหนึ่ง เหล็กดามกระดูกและกระดูกที่เริ่มติด ก็หักซ้ำ ต้องเริ่มรักษากันใหม่ ซึ่งผลการรักษาในกระดูกที่หักซ้ำครั้งที่สองนี้จะไม่ค่อยดีเหมือนกับผลของการรักษากระดูกหักครั้งแรก

ระยะที่ 2. กระดูกติดสนิท ต้องใช้เวลาอีก 3 – 5 เดือน หลังจากระยะที่ 1 (รวมทั้งหมด 4 – 6 เดือน)

แพทย์จะนัดเอ๊กซเรย์ทุก 1 – 2 เดือน ถ้าเอ๊กซเรย์แล้วไม่เห็นรอยกระดูกหัก จึงจะถือว่ากระดูกติดสนิท (หายสนิท) สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนที่จะเกิดกระดูกหัก ซึ่งระยะเวลาในช่วงนี้ไม่แน่นอน จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน

ดังนั้นจึงควรมาตรวจตามแพทย์นัด และสอบถามกับแพทย์ว่า กระดูกติดสนิทหรือยัง ถ้าแพทย์บอกว่ากระดูกติดสนิทแล้วจึงจะถือว่าหายสนิท สามารถทำทุกอย่างได้ตามปกติ

การรักษากระดูกหักต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ ที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่าง เคร่งครัด เพื่อให้ผลของการรักษาออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้ามีข้อสงสัย กรุณาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

คนเป็นมะเร็งจะไม่ตายแล้ว พุธที่ 16 ตุลาคม 2556

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

1618666_383904151744871_722420258_nได้อ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์เลยนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ทราบด้วยค่ะ ลองอ่านกันดูนะคะได้ประโยชน์จริงๆค่ะ

มหาวิทยาลัยไถต้า ประเทศไต้หวัน นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ได้บอกด้วยความปราถนาดีว่าให้กินผลไม้ ในช่วงที่เวลาท้องยังว่างนั่นก็คือก่อนอาหารนั่นเองและหลังอาหารให้ดื่มเครื่องดื่มที่ร้อน เท่านี้ คนที่เป็นมะเร็งก็จะไม่ตายแล้วไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่งวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยไถต้าพูดต่อว่าการนำวิธีดังกล่าวมาใช้นั้น สัมฤทธิ์ผลถึง 80% ซึ่งคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีโอกาสจะหาย ไม่ว่าท่านจะเชื่อ หรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว

สำหรับผู้ที่บำบัดและรักษาด้วยวิธีที่ใช้อยู่โดยทั่วไปซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปและข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังบำบัดมีคนไข้ไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่รอดได้ 2-3 ปีเท่านั้น จึงถูกมองว่าการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปแล้วดูแล้วไม่น่าจะได้ผล ปกติ ผู้ป่วยไม่รับการรักษาใดใดทั้งสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้ถึง 2-3 ปีอยู่แล้ว การรักษาที่ใช้โดยทั่วไปนั้น คนไข้จะถูกบำบัดด้วยเคมีหรือระบบฉายแสง ซึ่งทำให้เซลที่ดีของคนไข้ พลอยได้รับพิษเข้าไปด้วย มีผลทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลง เซลจะไม่มีแรงต่อต้านอีด้วย จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายเร็วขี้น และมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก

รับประทานผลไม้สด

เมื่อพูดรับประทานผลไม้สดก็จะนึกถึง ผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เคี้ยวแล้วรีบกลืนลงท้อง ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ถ้าต้องการกินที่ได้ผล ต้องพิถีพิถันในเวลารับประทานผลไม้ดังกล่าว อะไรคือการกินแบบถูกวิธี ? อย่ากินผลไม้หลังอาหาร ควรกินช่วงเวลาที่ท้องว่างเปล่าเท่านั้น เช่นนี้แล้ว ผลไม้ถึงจะได้บรรลุผลในการฆ่าเชื้อ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมถึงลดความอ้วนได้อีกด้วยและมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก ผลไม้จึงจัดได้อาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต

ลองนึกภาพดู เรากินขนมปัง 2 แผ่น หลังจากนั้น กินผลไม้ 1 ชิ้น ตามหลักแล้ว ผลไม้จะผ่านผนังกระเพาะอาหารก่อนเข้าสู่ลำไส้ แต่กลับถูกกีดกันจากอาหารอื่นที่รับประทานก่อนหน้าที่จะรับประทานผลไม้ เมื่อผลไม้ที่กินเข้าไปได้ถูกผสมกับอาหารและน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารสรรพคุณผลไม้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย

การรับประทานผลไม้ก่อนอาหาร

หลังอาหารแล้วรับประทานผลไม้ คุณคงเคยได้ยินคนบ่นว่า ทุกครั้งที่กินแตงโมก็จะสะอึก ถ้ากินทุเรียน ท้องจะจุก หากกินกล้วยหอม จะระบายอ่อนๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มาจากผลไม้และอาหารที่ที่เริ่มย่อยสลายผสมผสานจนเกิดแก๊สขี้น แต่ทว่า ถ้ารับประทานผลไม้ก่อนรับประทานอาหารก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว ผมขาว ผมร่วงศรีษะล้าน เคร่งเตรียด นอนหลับน้อยจนขอบตาดำ เมื่อทานผลไม้ในขณะท้องว่างลักษณะดังกล่าวเบื้องต้น ก็จะจางหายไป

ดร. เฮ่อโป๋ ได้บอกผลวิจัยไว้ว่า เมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง ดั่งเช่น ผลส้ม หรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่างนั่นเอง ประเด็นสำคัญ คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพื่อให้ผลไม้ได้ช่วยเสริมความสวยงาม และอายุจะได้ยืนยาวนาน สุขภาพที่แข็งแรง มีพลามัยที่ดี มีความสุขและหุ่นดีอีกด้วย เมื่อคุณคิดจะดื่มน้ำผลไม้ ก็อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่านำผลไม้หรือน้ำผลไม้ไปอุ่นให้ร้อน เพราะจะเหลือเพียงรสชาติ คุณประโยชน์ที่ดีของผลไม้จะถูกทำลายสิ้น การรับประทานผลไม้ทั้งลูกย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ แต่ถ้าต้องดื่มน้ำผลไม้ ต้องดื่มเป็นคำคำไปเพื่อให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนดื่มลงไป คุณสามารถรับประทานผลไม้ 3 วัน ติดต่อกัน เพื่อชะล้างร่างกายให้สะอาด ผิวพรรณจะนวลผ่อง ผู้พบเห็นจะตื่นตาตื่นใจ

กีวี่

ผลเล็กแต่มากด้วยสรรพคุณ ประกอบด้วยสาร โปรตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม วิตามินE และไฟเบอร์ มีวิตามินC เป็น 2 เท่าของผลส้ม

แอปเปิล

มีวิตามีC ต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้วิตามินCตื่นตัว ช่วยลดการเกิดมะเร็งในลำใส้โรคหัวใจและโรคลมชักจึงมีคำพังเพยที่ว่า “รับประทานแอบเปิลวันละผล แพทย์จะจน เพราะทุกคน สุขภาพดี”

สตรอเบอรี่

เสมือนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันปกป้องร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องมิให้เกิดมะเร็ง การแข็งตัวของเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดและสารอนุมูลอิสระ

ส้ม

รับประทานวันละ 2-4 ผล สามารถต่อต้านไข้หวัด ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันหรือสลายนิ่วในไตลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้

แตงโม

ประกอบด้วยน้ำถึง 95% :ซึ่งแก้กระหายได้ดี มีกลูตาไธโอนเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีตัวสำคัญของไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน Cและโปแทสเซี่ยม

ฝรั่งและมะละกอ

มีวิตามิน C มากที่สุด ฝรั่งมีไฟเบอร์มากซึ่งแก้ท้องผูกได้ดี มะละกอ จะมีคาระตินส่งผลดีต่อดวงตา

เชื่อหรือไม่ ดื่มน้ำเย็นหลังอาหารก็จะเกิดมะเร็งได้ง่าย ดังนั้นหลังอาหารแล้วควรดื่มน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่กินเข้าไปแข็งตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการย่อย ไขที่แข็งตัว ทำปฎิกิริยากับกรดในกระเพาะทำให้ไขเป็นเกล็ดเล็ก ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมในลำใส้ และจะฝังในผนังของลำใส้ ก่อตัวเป็นไขมัน ก่อให้เกิดมะเร็งนั่นเอง

สุภาพสตรีต้องรู้ว่า การเป็นโรคหัวใจกำเริบมิได้เริ่มต้นมาจากอาการปวด ของไตด้านซ้ายมือ แต่กลับต้องระวังเมื่อเพดานปากล่าง มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และการปวดหน้าอกอยู่เนืองๆ อาการที่ตามมาก็คือพะอืดพะอม เหงื่อออกมาก และ60%ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ มักกำเริบในช่วงเวลาที่หลับสนิท จนไม่ตื่นอีกเลย การเกิดอาการปวดเพดานล่าง
ของช่องปากจนตื่นขึ้น ต้องเอาใจใส่ และต้องยกระดับการเฝ้าระวังให้มากขึ้น หากเรามีความรู้ยิ่งมากเท่าไหร่ อัตราการมีชีวิตอยู่รอดก็มากขึ้นตาม

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn