วันสารทจีน

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn


สารทจีน หรือ วันสารทจีน ปี พ.ศ.2555 นี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ ชาวจีนจึงมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้ สารทจีน หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานใน..เทศกาลวันสารท!!

ทั้งนี้ ในรอบหนึ่งปี คนจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้เจ้า สารทจีน หรือ วันสารทจีน ถือเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิดให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้

ตำราจีนหนึ่งกล่าวไว้ว่า วันที่ 15 เดือน 7 เป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้าย จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นรก!!..จึงเปิดประตู เพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญได้ ในวัน สารทจีน นั่นเอง

การไหว้ในเทศกาล สารทจีน ต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่นๆ ตรงที่แบ่งการไหว้ สารทจีน ออกเป็น 3 ชุด ดังนี้

สารทจีน วันสารทจีน ของไหว้สารทจีน
สารทจีน ของไหว้ สารทจีน

 ของไหว้ สารทจีน ชุดแรก สำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมไหว้ สารทจีน ก็ใช้ ถ้วยฟู กุ้ยไช่ ซึ่งต้องมีสีแดงแต้มเป็นจุดเอาไว้ ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของ  สารทจีน คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงิน กระดาษทอง

 ของไหว้ สารทจีน ชุดที่สอง สำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียม สารทจีน ต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ และที่ขาดไม่ได้ในเทศกาล สารทจีน ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง

 ของไหว้ สารทจีน ชุดที่สาม สำหรับไหว้วิญญาณพเนจร ซึ่งไม่มีลูกหลานกราบไหว้ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ จะต้องไหว้นอกบ้าน ของไหว้ สารทจีน มีทั้งของคาวหวานกับผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ มีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ในวัน สารทจีน

เทพแห่งโชคลาภ ไหว้เจ้าวัน สารทจีน

เจ้าเเม่กวนอิม   เทพเจ้า
เทพเจ้าโชคลาภ ในวัน สารทจีน

ในช่วงหลายสิบปี เทพแห่งโชคลาภที่บันทึกไว้ในระบบความจำของตี๋หมวยใหญ่น้อยทั้งหลายคือ “ฮก-ลก-ซิ่ว” เทพยอดนิยมอมตะนิรันดร์กาล ที่ไม่ว่าจะเป็นจีนเชื้อสายใด เป็นคนรุ่นไหน ฮก-ลก-ซิ่ว คือเทพที่อยู่ในความศรัทธามายาวนาน ที่สามารถเข้าได้กับทุกงานมงคล ตั้งแต่งานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดสำนักงาน วันเกิด ฯลฯ

หรือหากเป็นเมื่อประมาณ 5-6 ปีผ่านมา “ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย” หรือเทพแห่งทรัพย์ เริ่มยึดครองพื้นที่ศรัทธาในใจผู้คนมากขึ้น เพราะไม่ว่าคนรวยคนจนไหว้พระไหว้เจ้าก็ไม่พ้นเรื่องของเงินทอง

ส่วนเทพแห่งโชคลาภของจีนมี 7 องค์ด้วยกัน คือ พระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิม พระสังกัจจายน์ พระจี้กง เทพแห่งเงินตราทั้ง 4 ในศาสนาพุทธ เซียนคู่ และเทพฮก

หลายองค์ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเทพที่คุ้นเคยใกล้ชิดไม่เฉพาะแต่คนจีน หากรวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียว เช่น พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่เรามักเรียกกันว่าเจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ ที่นั่งยิ้มแฉ่งรับญาติโยม

 พระโพธิสัตว์กวนอิม ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมา หาได้มีตัวตนจริงไม่ แต่เมื่อสร้างแล้วมีผู้กราบไหว้บูชามากมาย จึงพยายามผูกเป็นเรื่องให้เข้ากับประวัติศาสตร์จีน โดยจัดเรื่องให้พระโพธิสัตว์เป็นพระราชธิดาของพระราชาองค์หนึ่ง…กล่าวไว้ว่าพระนางนั้นเดิมเป็นพระธิดาของ พระเจ้าเมี่ยว จวง หวาง ทรงพระนามว่า เมี่ยวซ่าน ทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่ยอมเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสตามพระประสงค์ของพระบิดา

ต่อมาได้เทพทางศาสนาเต๋า คือเทพไท้ไป๋ ซิง จวิน ชี้แนะ จึงได้บำเพ็ญบารมีจนตรัสรู้เป็นพระโพธิสัตว์…ด้วยศาสนาพุทธและศาสนาเต๋าล้วนเข้าไปสู่วิถีชีวิตของชาวจีนอย่างแยกกันไม่ออก พระโพธิสัตว์กวนอิมของศาสนาพุทธจึงกลายเป็นเทพของศาสนาเต๋าไปด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพุทธศาสนิกชนก็ได้ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาเต๋าก็ดี ล้วนกราบไหว้พระโพธิสัตว์องค์นี้กันทั้งนั้น…

 พระสังกัจจายน์ หรือพระยิ้ม หรือเรียกกันทั่วไปว่าพระถุงย่าม…ที่รู้จักกันของชาวจีนว่าคือ พระหมี เล่อ โฝว นั้นเป็นนามเรียกขานเดียวกับพระศรีอริยเมตไตรย แต่แท้จริงแล้วพระยิ้มอาจไม่ใช่พระศรีอริยเมตไตรยก็ได้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระประหลาด…ที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงยุ้ย มักใช้ไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่เกี่ยวถุงผ้าแล้วแบกไว้บนบ่า มักปรากฏกายไปบิณฑบาตในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจาผิดจากคนทั่วไป ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ที่ไหนๆ ก็นอนได้หมด มักจะบอกเล่าและทำนายเรื่องในอนาคตที่จะเป็นอันตรายต่อผู้คน ราวกับเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

ความจริงแล้วสิ่งที่ติดตัวของท่านก็มีเพียงถุงย่ามใบเดียว ท่านมักจะนำของบิณฑบาตมาได้เทรวมลงไปในถุงย่าม ผู้คนเข้ามามุงดู ท่านจะพูดกับคนเหล่านั้นด้วยคำพูดที่เปรียบเทียบให้คนรู้เห็นธรรมอันแท้จริง บางคนบอกว่าท่านเป็นเทพเจ้า บางคนก็ว่าท่านเป็นบ้า…

 พระหมีเล่อ หรือพระศรีอริยเมตไตรย เป็นเสียงเรียกขานตามภาษาสันสกฤต Maitreya ความหมายก็คือผู้มีความเมตตา เป็นนามของพระโพธิสัตว์หมีเล่อของศาสนาพุทธมหายาน กล่าวกันว่าท่านเป็นบุตรตระกูลพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งหมู่บ้านเจี่ยพอหลีชุน แห่งหนานเทียนจู๋ ของอินเดียโบราณ

พระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้ก่อนพระศรีศากยมุนี จากนั้นก็ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตรทางทิศตะวันตก…พระองค์ทรงดูแลความสุขของมวลมนุษยชาติสืบต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวกันว่าในยุคของพระองค์จะมีแต่สิ่งดีๆ ความสวยงาม และความสุข…

 พระจี้กง หลายท่านรับรู้เรื่องราวของท่านในฐานะ “พระคนยาก” เพราะภาพลักษณ์ของพระที่แต่งตัวปอนๆ ด้วยจีวรเก่าซอมซ่อ และมีขวดน้ำเต้าบรรจุเหล้าติดตัวอยู่เสมอ หากเบื้องลึกของพระจี้กงที่ได้กล่าวไว้คือ พระจี้กงเป็นชาวไถโจว ปัจจุบันคืออำเภอหลินไห่ ของมณฑลเจ้อเจียง นามเดิมของท่านคือหลี่ ซิน หย่วน ท่านออกบวชที่วัดหลิงอวิ่นซื่อ ที่เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง…เนื่องจากพระจี้กงไม่นิยมปฏิบัติตามกฎของสงฆ์ ชอบกินเนื้อสัตว์และดื่มเหล้า อีกทั้งมีท่าทางเหมือนคนบ้า ผู้คนจึงเรียกท่านว่าพระบ้า

พระจี้กงมีจิตใจเมตตา ชอบช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งดูถูกพวกข้าราชการที่ชอบกินสินบนและกดขี่ข่มเหงประชาชน การปฏิบัติตัวของพระจี้กงเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนทั้งหลาย จนเรียกกันว่า ท่านคือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดในยุคปัจจุบัน…”

ข้อความข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระเจ้าใกล้ตัว ที่หลายท่านคุ้นเพราะเคยได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวจากผู้เฒ่าผู้แก่มาตั้งแต่เด็ก ในเชิงของตำนานพื้นบ้านที่มีอภินิหารผสมอยู่ด้วย เล่าสู่กันฟังเพื่อความสนุก จึงอยากเชิญให้ท่านลองทำความรู้จักกับพระเจ้าองค์เดิมที่นับถือมานาน รวมถึงพระเจ้าองค์อื่นๆ ที่เหลือในแง่มุมที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ ตลอดจนสถานะของเทพแห่งโชคลาภ เผื่อการไหว้พระไหว้เจ้าใน สารทจีน จะมีคุณค่า และความหมายยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ สารทจีน สะท้อนให้คนเราเห็นว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ควรกระทำตัวให้เป็นบรรพบุรุษที่ดี ให้ลูกหลานเคารพ และกราบไหว้บูชาแม้ยามจากไป ยังดีกว่าจะรอให้คนทั่วไปมาเซ่นไหว้ไหว้ตามข้างทาง ขึ้นอยู่ที่ว่า..คุณ!!จะเลือกเป็นบรรพบุรุษแบบไหน

และในปีนี้ขอให้คนจีนไหว้เจ้า สารทจีน ทุกคน ช่วยกันรณรงค์ไหว้เป็นผลไม้ไทย และซื้อสินค้าไทยไหว้เจ้ากัน

ขอบคุณข้อมูลจาก กระปุ๊กดอทคอม

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก irrigation.rid.go.th

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

การคาดการณ์สายศาสนาศาสตร์ หรือ จิตวิญาณ เรื่องฟ้ามืดแล้ว ๓ วันฝนกรด

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn

การคาดการณ์สายศาสนาศาสตร์ หรือ จิตวิญาณ เรื่องฟ้ามืดแล้ว ๓ วันฝนกรด
น่าจะมาได้จาก กรณีเดียว คือการระเบิดของภูเขาไฟ ในภูมิภาค

ซึ่งเมื่อค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ไม่หนี “ดานัว โทบา” อินโดนิเซีย
น้อง “เยลโลสโตน” ในสหรัฐอเมริกา

ดานัว โทบา ยาว ๑๐๐ กิโลเมตร กว้าง ๓๐ กิโลเมตร ลึก ๕๐๕ เมตร
เป็นน้องเล็กของ เยลโลสโตน (ในภาพยนตร์ 2012)บันทึกแผ่นดินไหวล่าสุดของ ดานัว โทบา เกิดขึ้นในปี
2011 ๑ ครั้ง
2012 ๙ ครั้งDate Time Magnitude Depth
2012-08-27 09:01:23 5.2 146 Km
2012-08-27 09:01:23 5.3 151.20 Km
2012-05-08 22:23:50 4.6 131.50 Km
2012-05-08 22:23:51 4.8 126 Km
2012-04-14 00:46:24 4.5 24.90 Km
2012-04-14 00:46:24 4.5 25 Km
2012-03-12 21:43:35 4.4 175.40 Km
2012-03-12 21:43:35 4.4 175 Km
2012-02-20 02:28:17 5.2 188.60 Km
2011-08-30 16:23:57 4.4 57 Kmแผ่นดินไหวล่าสุดคือวันที่ ๒๗ สิงหาคมศกนี้ 5.3 และ 5.2

การระเบิดครั้งแรก ประมาณ ๗๕,๕๐๐ ปีมาแล้ว ส่งเถ้าถ่านไปถึง
ใจกลางทวีปอินเดีย สูง ๑๕ เซ็นติเมตร
ในประเทศมาเลยเซีย ๖-๙ เมตร

เมื่อซูปเปอร์โวแคลโน ที่หลับไหลไปนานมาก มาสะดุ้ง สะเทือนในช่วงนี้
ช่วงที่แผ่นเปลือกโลกบีบเข้าหากัน ช่วงที่โลกกำลังพองตัว ขยายตัว

ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนที่ ดานัว โทบาจะระเบิด
ก็จะต้องปล่อยควัน แก๊สและเถ้าถ่านออกมา

และตามภูมิศาสตร์ กระแสลมก็จะพัดขึ้นซีกโลกเหนือไปตามการหมุนของโลก
ควันและเถ้าถ่านนี้ ก็จะบดบังแสงอาทิตย์ ทำโลกมือมิดยิ่งกว่ากลางคืนยามปกติ
เพราะโลกส่วนหนึ่งจะมืดมิดจริงๆ เพราะการปิดกันแสงทุกชนิดของควัน
และเถ้าถ่านในชั้นบรรยากาศ ที่จะหนาอย่างน้อย ๒ กิโลเมตร

และเมื่อเถ้าถ่านความร้อนลอยไปบดบังแสงอาทิตย์
การเกิดพายุฝนฟ้าคะนองย่อมตามมา
แต่คุณพระไม่ช่วย ที่ฝนเหล่านั้นจะเป็นฝนกรด ที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตและพืช

ที่พระอาจารย์รัตน์ และครูบาอาจารย์หลายท่าน หลายสาย เอยปากเตือน
ก็น่าจะเป็นด้วย ดานัว โทบา นี่แล

Lake Toba (Indonesian: Danau Toba) is a lake and supervolcano, 100 kilometres long and 30 kilometres wide, and 505 metres (1,666 ft) at its deepest point. Located in the middle of the northern part of the Indonesian island of Sumatra with a surface elevation of about 900 metres (2,953 ft), the lake stretches from 2°53’N 98°31’E / -2.88°N. It is the largest volcanic lake in the world. In addition, it is the site of a supervolcanic eruption that occurred about 74,000 years ago,[2] a massive climate-changing event. The eruption is believed to have had a VEI intensity of 8. This eruption is believed to have been the largest anywhere on Earth in the last 25 million years. According to the Toba catastrophe theory to which some anthropologists and archeologists subscribe, it had global consequences, killing most humans then alive and creating a population bottleneck in Central Eastern Africa and India that affected the genetic inheritance of all humans today.

The Toba eruption (the Toba event) occurred at what is now Lake Toba about 67,500 to 75,500 years ago. The Toba eruption was the latest of a series of at least three caldera-forming eruptions which have occurred at the volcano, with earlier calderas having formed around 700,000 and 840,000 years ago. The last eruption had an estimated Volcanic Explosivity Index of 8 (described as “mega-colossal”), making it possibly the largest explosive volcanic eruption within the last twenty-five million years.

Bill Rose and Craig Chesner of Michigan Technological University have deduced that the total amount of erupted material was about 2,800 km3 (670 cu mi) — around 2,000 km3 (480 cu mi) of ignimbrite that flowed over the ground, and around 800 km3 (190 cu mi) that fell as ash, with the wind blowing most of it to the west. The pyroclastic flows of the eruption destroyed an area of 20,000 square kilometres (7,722 sq mi), with ash deposits as thick as 600 metres (1,969 ft) by the main vent.

To give an idea of its magnitude, consider that although the eruption took place in Indonesia, it deposited an ash layer approximately 15 centimetres thick over the entire Indian subcontinent; at one site in central India, the Toba ash layer today is up to 6 metres thick[9] and parts of Malaysia were covered with 9 m of ashfall.[10] In addition it has been calculated that 1010 metric tons of sulphuric acid[citation needed]was ejected into the atmosphere by the event, causing acid rain fallout.

The Toba caldera is the only supervolcano in existence that can be described as Yellowstone’s “bigger” sister. With 2,800 km3 of ejecta, it was an even greater eruption than the supereruption (2,500 km3) of 2.1 million years ago that created the Island Park Caldera in Idaho, USA. The eruption was also about three times the size of the latest Yellowstone eruption of Lava Creek 630,000 years ago. For further comparison, the largest volcanic eruption in historic times, in 1815 at Mount Tambora (Indonesia), ejected the equivalent of around 100 km3 (24 cu mi) of dense rock and made 1816 the “Year Without a Summer” in the whole northern hemisphere, whilst the 1980 eruption of Mount St. Helens in Washington State ejected around 1.2 km3 (0.29 cu mi) of material.

The subsequent collapse formed a caldera that, after filling with water, created Lake Toba. The island in the center of the lake is formed by a resurgent dome.
Landsat photo of Sumatra surrounding Lake Toba. Though the year may never be precisely determined, the season can: only the summer monsoon could have deposited Toba ashfall in the South China Sea, implying that the eruption took place sometime during the northern summer.[12] The eruption lasted perhaps two weeks, but the ensuing “volcanic winter” resulted in a decrease in average global temperatures by 3 to 3.5 degrees Celsius for several years. Greenland ice cores record a pulse of starkly reduced levels of organic carbon sequestration. Very few plants or animals in southeast Asia would have survived, and it is possible that the eruption caused a planet-wide die-off. There is some evidence, based on mitochondrial DNA, that the human race may have passed through a genetic bottleneck around this time, reducing genetic diversity below what would be expected from the age of the species. According to the Toba catastrophe theory proposed by Stanley H. Ambrose of the University of Illinois at Urbana-Champaign in 1998, human populations may have been reduced to only a few tens of thousands of individuals by the Toba eruption.

Smaller eruptions have occurred at Toba since. The small cone of Pusukbukit has formed on the southwestern margin of the caldera and lava domes. The most recent eruption may have been at Tandukbenua on the northwestern caldera edge, since the present lack of vegetation could be due to an eruption within the last few hundred years. Some parts of the caldera have experienced uplift due to partial refilling of the magma chamber, for example pushing Samosir Island and the Uluan Peninsula above the surface of the lake. The lake sediments on Samosir Island show that it has been uplifted by at least 450 metres[7] since the cataclysmic eruption. Such uplifts are common in very large calderas, apparently due to the upward pressure of unerupted magma. Toba is probably the largest resurgent caldera on Earth. Large earthquakes have occurred in the vicinity of the volcano more recently, notably in 1987 along the southern shore of the lake at a depth of 11 km.[15] Other earthquakes have occurred in the area in 1892, 1916, and 1920-1922.

Lake Toba lies near the Great Sumatran fault which runs along the centre of Sumatra in the Sumatra Fracture Zone. The volcanoes of Sumatra and Java are part of the Sunda Arc, a result of the northeasterly movement of the Indo-Australian Plate which is sliding under the eastward-moving Eurasian Plate. The subduction zone in this area is very active: the seabed near the west coast of Sumatra has had several major earthquakes since 1995, including the 9.3 2004 Indian Ocean Earthquake and the 8.7 2005 Sumatra earthquake, the epicenters of which were around 300 km from Toba.

On 12 September 2007, a magnitude 8.5 Earthquake shook the ground in Sumatra and was felt in the Indonesian capital, Jakarta. The epicenter for this earthquake was not as close as the previous two earthquakes, but it was in the same vicinity. Most of the people who live around Lake Toba are ethnically Bataks. Traditional Batak houses are noted for their distinctive roofs (which curve upwards at each end, as a boat’s hull does) and their colorful decor.

http://hisz.rsoe.hu/alertmap/read/index.php?pageid=svolcano_index&svid=2

รักชอบแชร์เลย!! Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on LinkedIn